คำถามที่พบบ่อย

เครื่องถ่วงล้อ

1.เครื่องถ่วงล้อแบบจาน
เครื่องถ่วงล้อแบบจานใช้จานถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับสมดุลของล้อ เครื่องนี้ทำงานโดยการหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดบนจานถ่วงน้ำหนัก

2.เครื่องถ่วงล้อแบบจี้
เครื่องถ่วงล้อแบบจี้ใช้จี้ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับสมดุลของล้อ เครื่องนี้ทำงานโดยการหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดบนแก้มยาง

  • เครื่องถ่วงล้อเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับปรับสมดุลของล้อรถยนต์ ล้อรถยนต์ที่สมดุลจะทำให้รถขับขี่ได้อย่างราบรื่น ลดการสั่นสะเทือน และยืดอายุการใช้งานของยาง
  • เครื่องถ่วงล้อทำงานโดยใช้หลักของการวัดความไม่สมดุลของล้อ ล้อที่สมดุลจะมีน้ำหนักเท่ากันทั่วทั้งล้อ หากล้อไม่สมดุลจะมีน้ำหนักมากกว่าหรือน้อยกว่ากันเล็กน้อยที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ความไม่สมดุลนี้จะทำให้ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะหมุน
  • เครื่องถ่วงล้อจะหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นจะใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดเพื่อปรับสมดุลของล้อ

ทำไมต้องถ่วงล้อ

  • การถ่วงล้อเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลรักษารถยนต์ ช่วยให้รถยนต์ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย โดยหลักการของการถ่วงล้อคือ การกระจายน้ำหนักของล้อและยางให้เท่ากัน เพื่อให้ล้อหมุนได้อย่างสมดุล ไม่เกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่

  • หากล้อไม่ถ่วงสมดุล จะทำให้ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบช่วงล่างและยางรถยนต์ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ ลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ การสั่นสะเทือนของรถรบกวนสมาธิในการขับขี่ เป็นต้น

  • นอกจากนี้ การถ่วงล้อยังช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นอีกด้วย เนื่องจากการสั่นสะเทือนของล้อที่ไม่สมดุล จะทำให้ยางเกิดการสึกหรอมากกว่าปกติ

 

ดังนั้น จึงควรถ่วงล้อรถยนต์ทุกๆ 5,000-10,000 กิโลเมตร หรือหากสังเกตเห็นว่าล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ก็ควรเข้าอู่เพื่อถ่วงล้อทันที
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าควรถ่วงล้อ ได้แก่

  • ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่
  • ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ
  • ลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ
  • การสั่นสะเทือนของรถรบกวนสมาธิในการขับขี่
หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรนำรถไปถ่วงล้อทันที

เครื่องตั้งศูนย์

  • ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีขึ้นขณะเข้าโค้ง
  • ช่วยให้รถวิ่งตรงได้ดีขึ้น
  • ช่วยให้ยางสึกสม่ำเสมอ
  • ลดการสั่นสะเทือน
  • ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
  • ยืดอายุการใช้งานของยาง

  • รถเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งขณะขับขี่
  • รถวิ่งตรงได้ยาก
  • ยางสึกไม่สม่ำเสมอ
  • รถมีเสียงดังเมื่อขับขี่
การตั้งศูนย์ล้อควรทำทุกๆ 6,000-12,000 ไมล์ (10,000-20,000 กิโลเมตร) หรือทุกๆ 6-12 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นหากคุณขับรถในสภาพถนนที่ไม่ดี

การตั้งศูนย์ล้อ (Wheel alignment) คือกระบวนการปรับมุมล้อของรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การตั้งศูนย์ล้อที่ดีจะช่วยให้รถของคุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนและยืดอายุการใช้งานของยาง

ลิฟท์ยกรถ

  • พื้นคอนกรีตสำหรับรับน้ำหนักมากๆ เช่น พื้นที่ติดตั้งลิฟท์ยกรถ พื้นโรงงานอุตสาหกรรม พื้นโกดังเก็บสินค้า พื้นลานจอดรถขนาดใหญ่ พื้นโรงจอดเครื่องบิน เป็นต้น จะต้องรับน้ำหนักที่มากกว่าพื้นคอนกรีตทั่วไปมาก จึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็กเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นคอนกรีต

  • เหล็กเส้นทำหน้าที่รับแรงดึงและแรงเฉือน ซึ่งคอนกรีตไม่สามารถรับแรงเหล่านี้ได้ดี เหล็กเส้นจึงช่วยกระจายแรงเหล่านี้ไปยังบริเวณต่างๆ ของพื้นคอนกรีต ทำให้พื้นคอนกรีตสามารถรับน้ำหนักได้โดยไม่เกิดการแตกร้าวหรือทรุดตัว

  • นอกจากนี้ เหล็กเส้นยังช่วยป้องกันการแตกร้าวของพื้นคอนกรีตจากการหดตัวของคอนกรีต เนื่องจากคอนกรีตจะหดตัวลงเมื่อแห้งตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวได้ เหล็กเส้นจะช่วยยึดพื้นคอนกรีตไว้ด้วยกัน ทำให้พื้นคอนกรีตไม่เกิดการแตกร้าวได้ง่าย

  • แนะนำว่าควรใช้คอนกรีตที่มีค่ากำลังอัดไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นฐานของลิฟท์สามารถรับน้ำหนักได้โดยไม่เกิดการแตกร้าวหรือทรุดตัว
นอกจากนี้พื้นต้องเรียบและควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 30 ซม. และควรเสริมเหล็กเส้นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 10 มม.

รีลีฟวาล์ว (Relief Valve) หรือวาล์วระบายแรงดัน เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อระบายแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากระบบหรืออุปกรณ์ เมื่อความดันเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด รีลีฟวาล์วจะเปิดและปล่อยของเหลวหรือก๊าซออกเพื่อรักษาความดันให้อยู่ในระดับที่กำหนด รีลีฟวาล์วเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อระบบหรืออุปกรณ์

คุณสามารถศึกษาวิธีและขั้นตอนตามวีดีโอนี้ได้

https://www.youtube.com/watch?v=eYyHllGiVag

https://www.youtube.com/watch?v=GlYq1yqVZ4U

 

  • เมื่อแขนลิฟต์ทั้งสองด้านไม่อยู่ในระดับเดียวกันขณะยกลิฟต์ขึ้น
  • เมื่อเสียงของแขนลิฟต์ขึ้นนั่งล็อคไม่พร้อมกันก็บอกถึงแขนลิฟต์และสลิงมีการยืดตัวจากเดิม
  • คุณควรตรวจสอบสายสลิงลิฟต์ยกรถทุกๆ 6 เดือน

  • ลิฟต์ยกรถที่รับน้ำหนักได้ 3.5 ตัน ถึง 4.5 ตัน ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 4 นิ้ว ขึ้นไป
  • ลิฟต์ยกรถที่รับน้ำหนักได้ 5 ตัน ถึง 8 ตัน ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว ขึ้นไป
  • ผู้จำหน่ายลิฟต์ยกรถในประเทศไทยจะนิยมใช้ ความหนาไม่น้อยกว่า 8 - 12 นิ้ว ขึ้นไป

 

รายละอียดนี้เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ แต่อย่างไรก็ตามมันต้องเป็นไปตามการควบคุมคุณภาพของเจ้าของสินค้าลิฟต์ยกรถนั้นๆ อาจจะมีความแตกต่างกันไปแล้วแต่การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย

 

ลิฟต์ยกรถต้องมีการบำรุงรักษารายเดือน และมีรายการที่ต้องการบำรุงรักษาดังนี้

  • ตรวจสอบนั่งล็อคและแขนลิฟต์ว่าทำงานถูกต้องหรือไม่
  • ตรวจสอบสลักแขนลิฟต์ทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าแน่นไม่หลวมหรือแตกหัก
  • ตรวจสอบหารอยแตกร้าวของแขนลิฟต์
  • ตรวจสอบรอยต่อและสายเคเบิล โซ่ลิฟต์ และลูกรอกสลิงทั้งหมด
  • ตรวจสอบความตึงของสายและปรับหากจำเป็น
  • ตรวจสอบความปลอดภัยด้วยการสังเกตด้วยสายตาและฟังเสียงขณะลิฟต์ทำงานว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  • หล่อลื่นเสาลิฟต์และสวนประกอบอื่นด้วยจาระบีตามคู่มือประจำของลิฟต์
  • ตรวจสอบสลักเกลียวยึดทั้งหมดให้ละเอียดและขันให้แน่นหากจำเป็น
  • ตรวจสอบเสาทั้งหมดว่าตั้งตรงหรือเอียงด้วยไม้บรรทัดวัดระดับน้ำ
  • ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้งของลิฟต์ว่ามีการทรุดตัวหรือไม่
  • ตรวจสอบหาลอยรั่วและระดับน้ำมันไฮดรอลิก

น้ำมันไฮดรอลิกไม่ได้ถูกใส่ไว้ในตัวลิฟต์ ช่างที่ติดตั้งจะเป็นผู้นำน้ำมันให้ดรอลิกไปเติมตอนติดตั้ง แต่ถ้าหากลูกค้าซื้อลิฟต์ไปติดตั้งเองทางร้านไม่ได้แถมน้ำไฮดรอลิกไปด้วย ผู้ซื้อปลายทางจะต้องจัดหาน้ำมันไฮดรอลิกที่จำเป็นเอง เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยในการจัดส่งและทางกฎหมาย แต่ผู้ซื้อปลายทางสามารถหาซื้อน้ำมันไอดรอลิกตามร้านขายน้ำมันล่อลื่นทั่วไปได้ทั่วประเทศ


ลิฟต์ยกรถต้องมีการบำรุงรักษา ตามระยะเวลา ตามคู่มือของลิฟท์แต่ละรุ่นกำหนดไว้ในคู่มือที่ท่านได้รับ

ความสูงของเพดานของพื้นที่ติดตั้งลิฟต์ที่กำหนดจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นของลิฟต์ และรวมถึงยานพาหนะที่ต้องการยก โปรดดูหน้าข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในหน้ารายละเอียดสินค้าจะมีข้อมูลความสูงเสาลิฟต์

เครื่องถอดยาง

  • เครื่องถอดยางล็อคลม ใช้แรงดันลมในการล็อคแขนถอดยาง เพียงกดหรือดันปุ่มออกเพื่อล็อคหรือปลดล็อค ส่วนใหญ่มีระบบเอียงหลัง
  • เครื่องถอดยางล็อคมือ ใช้แรงมือในการล็อคแขนถอดยาง จึงต้องใช้แรงจากมือเพื่อไปดึงคันโยกดันเขาหรือออกเพื่อล็อคหรือปลดล็อค ส่วนใหญ่มักจะไม่มีระบบเอียงหลัง


ก่อนใช้งานเครื่องถอดยางประจำวัน ผู้ใช้งานควรตรวจเช็คชิ้นส่วนต่างๆ ดังนี้

  • ตรวจเช็คสกรู
    ตรวจสอบให้แน่ใจสกรูนั้นยังอยู่ครบและไม่ลวม หากจำเป็นให้ขันให้แน่น และควร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสกรูในรางเลื่อนยังอยู่ครบและไม่ลวม

  • ตรวจเช็คชิ้นสวนการทำงานที่มีการเคลื่อนไหว
    ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องทำงานปกติไม่มีความผิดพลาดขณะเครื่องทำงาน และควรตรวจสอบจุดที่มีการเคลื่อนไหวให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามากีดขวางในชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อน หากมีอาจจะทำให้เครื่องมีปัญหาและจะทำให้มีค่าใช้จ่ายซ่อมที่สูงกว่าจำเป็น และควรหยอดน้ำมันในจุดต่างๆเหล่านี่้ แท่นหมุน ขากรรไกร และราง

  • ตรวจเช็คสายลม
    ตรวจเช็คสายลมหาจุดลมรั้ว หากมีควรแก่ไขโดยด่วน

  • ตรวจเช็คสายไฟว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่
    หากตรวจพบว่าสายไฟมีการชำรุดเสียหาย หยุดกาารใช้งานเครื่องจนกว่าจะได้รับการแก้ไข

การตรวจเช็คเครื่องถอดยางควรทำเป็นประจำและทุกวัน เวลามีความผิดปกติเราก็จะรับรู้ก่อนที่จะทำให้เครื่องนั้นเสียหายรุนแรง สามารถแก่ปัญหานั้นได้ก่อนที่จะบานปลาย และจะมีค่าใช้จ่ายต่ำ ดีกว่าที่จะปล่อยมันผ่านไปแล้วค่อยซ่อมครั้งใหญ่ที่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าจำเป็น

Powered by MakeWebEasy.com