คำถามที่พบบ่อย

แม่แรง / เครื่องมือทุนแรง

  • ตรวจสอบดูว่ามีคราบน้ำมันไฮดรอลิกบนตัวแม่แรงหรือบริเวณพื้นที่ที่ใช้งานหรือไม่
  • ยกแม่แรงขึ้นและสังเกตว่ามีน้ำมันไฮดรอลิกหยดออกมาจากกระบอกสูบหรือไม่
  • เช็ดแม่แรงให้สะอาด ทาแป้งฝุ่นบริเวณจุดที่คาดว่ามีรอยรั่ว ยกแม่แรงขึ้นอีกครั้ง สังเกตว่ามีรอยรั่วบนแป้งฝุ่นหรือไม่

ซีลสึกหรอหรือเสียหาย ซีลเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ป้องกันไม่ให้น้ำมันไฮดรอลิกรั่วไหลออกจากกระบอกสูบ เมื่อซีลสึกหรอ น้ำมันไฮดรอลิกจะสามารถเล็ดลอดออกมาได้

แหวนรองสึกหรอหรือเสียหาย แหวนรองเป็นส่วนประกอบอีกชิ้นหนึ่งที่ช่วยป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันไฮดรอลิก เมื่อแหวนรองสึกหรอ น้ำมันไฮดรอลิกจะสามารถเล็ดลอดออกมาได้

กระบอกสูบเสียหาย กระบอกสูบอาจเสียหายจากการใช้งานหนัก การกระแทก หรือการกัดกร่อน ความเสียหายของกระบอกสูบอาจทำให้เกิดรอยรั่ว ทำให้มีน้ำมันไฮดรอลิกไหลออกมา

วาล์วเสียหาย วาล์วในแม่แรงยกเกียร์มีหน้าที่ควบคุมการไหลของน้ำมันไฮดรอลิก หากวาล์วเสียหาย น้ำมันไฮดรอลิกอาจไหลรั่วออกได้

ท่อต่อน้ำมันไฮดรอลิกเสียหาย ท่อต่อน้ำมันไฮดรอลิกอาจรั่วหรือแตก ทำให้มีน้ำมันไฮดรอลิกไหลออกมา

การเติมน้ำมันไฮดรอลิกมากเกินไป การเติมน้ำมันไฮดรอลิกมากเกินไปอาจทำให้เกิดแรงดันในกระบอกสูบสูงขึ้น ส่งผลให้ซีลและแหวนรองรั่วไหลได้ง่ายขึ้น

ชิ้นส่วนและอุปกรณ์อื่นๆ

          ลิมิตสวิทช์ (Limit Switch) คือ สวิตช์ไฟฟ้า ที่ทำงานโดยอาศัยการสัมผัสระหว่างชิ้นส่วนกลไกภายในสวิตช์กับวัตถุหรือชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ เมื่อมีการสัมผัส สวิตช์จะเปลี่ยนสถานะจาก เปิด เป็น ปิด หรือจาก ปิด เป็น เปิด ส่งผลให้วงจรไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับสวิตช์ทำงานหรือหยุดทำงานตามต้องการ

          หลักการทำงานของลิมิตสวิทช์ทำงานโดยอาศัย แอกทูเอเตอร์ (Actuator) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนโลหะที่มีรูปร่างหลากหลาย เช่น ปุ่มกด แกนหมุน ลูกกลิ้ง แอกทูเอเตอร์จะเชื่อมต่อกับ จุดสัมผัส (Contact Point) ภายในสวิตช์ เมื่อวัตถุหรือชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ไปสัมผัสกับแอกทูเอเตอร์ จุดสัมผัสจะเปลี่ยนสถานะ ส่งผลให้วงจรไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับสวิตช์ทำงานหรือหยุดทำงาน

ลิมิตสวิทช์มีหลายประเภท แต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะและเหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกัน ประเภทของลิมิตสวิทช์ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่

  1. ลิมิตสวิทช์แบบโรลเลอร์ (Roller Limit Switch) ใช้แอกทูเอเตอร์แบบลูกกลิ้ง เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำสูง
  2. ลิมิตสวิทช์แบบปุ่มกด (Pushbutton Limit Switch) ใช้แอกทูเอเตอร์แบบปุ่มกด เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
  3. ลิมิตสวิทช์แบบแกนหมุน (Cam Limit Switch) ใช้แอกทูเอเตอร์แบบแกนหมุน เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการตรวจจับการเคลื่อนที่แบบหมุน
  4. ลิมิตสวิทช์แบบแม่เหล็ก (Magnetic Limit Switch) ใช้หลักการทางแม่เหล็กในการทำงาน เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่รุนแรง

ตัวกรองอากาศ (Air Filter) มีหน้าที่หลักคือ ดักจับสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง ไอน้ำ และสารปนเปื้อนต่างๆ ในอากาศ เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เข้าไปทำความเสียหายต่ออุปกรณ์ เครื่องจักร หรือระบบต่างๆ

สรุปหน้าที่หลักของ Air Filter มีดังนี้
ดักจับสิ่งสกปรก : ดักจับฝุ่นละออง เศษผง ไขมัน สารปนเปื้อนต่างๆ ในอากาศ
ป้องกันความเสียหาย : ป้องกันอุปกรณ์ เครื่องจักร และระบบต่างๆ จากความเสียหายที่เกิดจากสิ่งสกปรก
เพิ่มประสิทธิภาพ : ช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประหยัดพลังงาน : ลดการสึกหรอของอุปกรณ์ ช่วยให้ประหยัดพลังงาน
ยืดอายุการใช้งาน : ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบ

ตัวปรับแรงดันลม (Air Regulator) มีหน้าที่หลักคือ ควบคุมและรักษาแรงดันของอากาศอัดให้คงที่

โดยปกติแล้ว แรงดันของอากาศอัดจากคอมเพรสเซอร์นั้นจะแปรผันอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ปริมาณการใช้อากาศอัด อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ

Air Regulator จะช่วยควบคุมแรงดันของอากาศอัดให้คงที่อยู่ที่ระดับที่ต้องการ

สรุปหน้าที่หลักของ Air Regulator มีดังนี้
ควบคุมแรงดันลม : ปรับแรงดันลมอัดให้สม่ำเสมอตามต้องการ
ป้องกันความเสียหาย : ป้องกันอุปกรณ์ปลายทางจากแรงดันลมที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไป
เพิ่มประสิทธิภาพ : ช่วยให้ระบบนิวเมติกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประหยัดพลังงาน : ลดการสูญเสียพลังงานลมอัด
ยืดอายุการใช้งาน : ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบ

ตัวจ่ายน้ำมันหล่อลื่น (Air Lubricator) มีหน้าที่หลักคือ ผสมน้ำมันหล่อลื่นในปริมาณที่เหมาะสมเข้ากับลมอัด เพื่อหล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ในระบบนิวเมติกส์ ป้องกันการสึกหรอ ยืดอายุการใช้งาน และช่วยให้ระบบทำงานได้ดี

สรุปหน้าที่หลักของ Air Lubricator มีดังนี้
หล่อลื่นชิ้นส่วน : ผสมน้ำมันหล่อลื่นเข้ากับลมอัด และส่งไปยังชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ ป้องกันการสึกหรอ
ลดแรงเสียดทาน : ลดแรงเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ ช่วยให้อุปกรณ์ทำงานได้อย่างราบรื่น
ป้องกันการกัดกร่อน : ป้องกันชิ้นส่วนจากการกัดกร่อน
ยืดอายุการใช้งาน : ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบ
เพิ่มประสิทธิภาพ : ช่วยให้ระบบนิวเมติกส์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มอเตอร์

มอเตอร์ทำงานด้วยระบบไฟฟ้า และการหมุน ความร้อนนั้นจึงเป็นเรื่องปกติของมอเตอร์ ผลกระทบต่อมอเตอร์ก็จะขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานและชิ้นส่วนของตัวมอเตอร์เอง ปัญญหาที่พบในอนาคตจากความร้อนของมอเตอร์ มีดังนี้

ประสิทธิภาพลดลง มอเตอร์ที่มีความร้อนสูง จะมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง
อายุการใช้งานสั้นลง มอเตอร์ที่มีความร้อนสูง จะมีอายุการใช้งานสั้นลง
ความเสียหาย มอเตอร์ที่มีความร้อนสูง อาจเกิดความเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้

ความร้อนของมอเตอร์ เกิดจากสาเหตุหลักๆ มีดังนี้

ความร้อนจากการสูญเสียพลังงานไฟฟ้า

  • เกิดจากการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าในรูปของความร้อนระหว่างการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล พลังงานที่สูญเสียนี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อน
  • มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพต่ำ จะมีความร้อนมากกว่ามอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง

ความร้อนจากแรงเสียดทาน

  • เกิดจากแรงเสียดทานระหว่างชิ้นส่วนต่างๆ ภายในมอเตอร์ เช่น แรงเสียดทานระหว่างแกนมอเตอร์กับตลับลูกปืน แรงเสียดทานระหว่างขดลวดกับแกนเหล็ก
  • แรงเสียดทานเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นความร้อน

ปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้มอเตอร์มีความร้อน

  • แรงดันไฟฟ้า แรงดันไฟฟ้าที่จ่ายให้มอเตอร์สูงเกินไป จะทำให้มอเตอร์มีความร้อนมากกว่าปกติ
  • โหลด โหลดที่มอเตอร์ต้องรับสูงเกินไป จะทำให้มอเตอร์มีความร้อนมากกว่าปกติ
  • การระบายความร้อน มอเตอร์ที่มีระบบระบายความร้อนไม่ดี จะมีความร้อนมากกว่าปกติ
  • สภาพแวดล้อม มอเตอร์ที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูง จะมีความร้อนมากกว่าปกติ

ตรวจสอบตามรายการด้านล่างนี้เพื่อหาสาเหตุหรือเรียกช่างผู้ชำนาญการเข้าตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

  • ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้า
  • ตรวจสอบสายไฟ
  • ตรวจสอบขั้วต่อ
  • ตรวจสอบคอนแทคเตอร์
  • ตรวจสอบคาปาซิเตอร์
  • ตรวจสอบลูกปืน
  • ตรวจสอบแกนมอเตอร์
  • ตรวจสอบขดลวดมอเตอร์
  • ตรวจสอบเบรก
  • ตรวจสอบโหลด

เครื่องเติมลม / ไนโตรเจน

ถังไนโตรเจน : ปริมาณไนโตรเจนในถังเหลือน้อย ส่งผลต่อแรงดันความเร็วในการเติม

อุณหภูมิ : อุณหภูมิส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องเติมลมไนโตรเจน ทำให้เติมลมได้ช้าลง เช่น ความชื้นในอากาศสูง ส่งผลต่อความบริสุทธิ์ของไนโตรเจน ทำให้เครื่องต้องใช้เวลานานขึ้นในการกรองไนโตรเจนก่อนเติมลม

อะไหล่ชำรุดเสียหาย : ชิ้นส่วนบางอย่างอาจมีการสึกหรอตามอายุการใช้งาน ทำให้การทำงานนั้นมีความผิดปกติ

เครื่องถ่วงล้อ

1.เครื่องถ่วงล้อแบบจาน
เครื่องถ่วงล้อแบบจานใช้จานถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับสมดุลของล้อ เครื่องนี้ทำงานโดยการหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดบนจานถ่วงน้ำหนัก

2.เครื่องถ่วงล้อแบบจี้
เครื่องถ่วงล้อแบบจี้ใช้จี้ถ่วงน้ำหนักเพื่อปรับสมดุลของล้อ เครื่องนี้ทำงานโดยการหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดบนแก้มยาง

  • เครื่องถ่วงล้อเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับปรับสมดุลของล้อรถยนต์ ล้อรถยนต์ที่สมดุลจะทำให้รถขับขี่ได้อย่างราบรื่น ลดการสั่นสะเทือน และยืดอายุการใช้งานของยาง
  • เครื่องถ่วงล้อทำงานโดยใช้หลักของการวัดความไม่สมดุลของล้อ ล้อที่สมดุลจะมีน้ำหนักเท่ากันทั่วทั้งล้อ หากล้อไม่สมดุลจะมีน้ำหนักมากกว่าหรือน้อยกว่ากันเล็กน้อยที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ความไม่สมดุลนี้จะทำให้ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะหมุน
  • เครื่องถ่วงล้อจะหมุนล้อด้วยความเร็วสูง จากนั้นจะใช้เซ็นเซอร์วัดการสั่นสะเทือนของล้อ หากตรวจพบการสั่นสะเทือน เครื่องจะระบุตำแหน่งและปริมาณความไม่สมดุลของล้อ จากนั้นช่างจะติดตั้งน้ำหนักถ่วงที่ตำแหน่งที่กำหนดเพื่อปรับสมดุลของล้อ

ทำไมต้องถ่วงล้อ

  • การถ่วงล้อเป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลรักษารถยนต์ ช่วยให้รถยนต์ขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย โดยหลักการของการถ่วงล้อคือ การกระจายน้ำหนักของล้อและยางให้เท่ากัน เพื่อให้ล้อหมุนได้อย่างสมดุล ไม่เกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่

  • หากล้อไม่ถ่วงสมดุล จะทำให้ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบช่วงล่างและยางรถยนต์ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ ลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ การสั่นสะเทือนของรถรบกวนสมาธิในการขับขี่ เป็นต้น

  • นอกจากนี้ การถ่วงล้อยังช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นอีกด้วย เนื่องจากการสั่นสะเทือนของล้อที่ไม่สมดุล จะทำให้ยางเกิดการสึกหรอมากกว่าปกติ

 

ดังนั้น จึงควรถ่วงล้อรถยนต์ทุกๆ 5,000-10,000 กิโลเมตร หรือหากสังเกตเห็นว่าล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ ก็ควรเข้าอู่เพื่อถ่วงล้อทันที
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าควรถ่วงล้อ ได้แก่

  • ล้อเกิดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่
  • ยางสึกหรอไม่สม่ำเสมอ
  • ลูกปืนล้อเสื่อมสภาพ
  • การสั่นสะเทือนของรถรบกวนสมาธิในการขับขี่
หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรนำรถไปถ่วงล้อทันที

เครื่องตั้งศูนย์

BIOS (Basic Input/Output System) และ UEFI (Unified Extensible Firmware Interface) ต่างเป็นเฟิร์มแวร์ที่ทำหน้าที่เริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์ แต่มีจุดประสงค์และคุณสมบัติที่แตกต่างกันดังนี้
หน้าที่ BIOS  เริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์ โหลดระบบปฏิบัติการ และตั้งค่าฮาร์ดแวร์พื้นฐาน
หน้าที่ UEFI  เริ่มต้นระบบคอมพิวเตอร์ โหลดระบบปฏิบัติการ ตั้งค่าฮาร์ดแวร์พื้นฐาน รองรับฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ล้ำสมัย และรองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่

ความแตกต่างระหว่าง BIOS กับ UEFI

  1. อินเทอร์เฟซ
    BIOS : แสดงผลแบบตัวอักษร ใช้งานด้วยแป้นพิมพ์

    UEFI : แสดงผลแบบกราฟิก ใช้งานได้ทั้งแป้นพิมพ์และเมาส์
  2. ความเร็วในการบูต
    BIOS : ช้ากว่า
    UEFI : รวดเร็วกว่า
  3. ความจุฮาร์ดดิสก์
    BIOS : รองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดสูงสุด 2TB
    UEFI : รองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่กว่า 2TB โดยไม่มีขีดจำกัด
  4. ความปลอดภัย
    BIOS : ระบบความปลอดภัยแบบดั้งเดิม
    UEFI : รองรับ Secure Boot ป้องกันการโหลดซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตราย
  5. ฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม
    UEFI : รองรับฟังก์ชันการทำงานเพิ่มเติม เช่น การตั้งค่า Overclock, รองรับระบบ RAID

สรุป

BIOS : เทคโนโลยีเก่าแก่ ใช้งานง่าย รองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็ก เหมาะกับคอมพิวเตอร์ทั่วไป
UEFI : เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ใช้งานง่าย รวดเร็ว ปลอดภัย รองรับฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ เหมาะกับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่

ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ใช้ UEFI แทน BIOS หมดแล้ว เว้นแต่คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า

BIOS และ CMOS นั้นมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • BIOS (Basic Input/Output System) เป็นเฟิร์มแวร์ที่ฝังอยู่ในชิปบนเมนบอร์ด ทำหน้าที่ตรวจสอบฮาร์ดแวร์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ และเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการบู๊ตระบบปฏิบัติการ
  • หน้าที่หลักของ BIOS มีดังนี้
  • POST (Power-On Self Test) : ตรวจสอบฮาร์ดแวร์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ เช่น CPU, RAM, เมนบอร์ด, ฮาร์ดดิสก์ ฯลฯ
  • โหลด BIOS Setup Utility : อินเทอร์เฟซสำหรับผู้ใช้ในการตั้งค่า BIOS
  • โหลด bootloader : โปรแกรมที่โหลดระบบปฏิบัติการ

  • CMOS (Complementary Metal-Oxide-Semiconductor) เป็นชิปหน่วยความจำขนาดเล็กบนเมนบอร์ด ใช้เก็บค่าการตั้งค่า BIOS
  • หน้าที่หลักของ CMOS มีดังนี้
  • เก็บค่าการตั้งค่า BIOS : ข้อมูลการตั้งค่า BIOS เช่น ลำดับการบูต, วันที่และเวลา, รหัสผ่าน ฯลฯ
  • รักษาความถูกต้องของ RTC (Real-Time Clock) : RTC ทำหน้าที่ติดตามเวลาปัจจุบัน
สรุป
  • BIOS เป็นเฟิร์มแวร์ที่รันตอนเริ่มต้นคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ตรวจสอบฮาร์ดแวร์และเตรียมระบบให้พร้อมสำหรับการบู๊ตระบบปฏิบัติการ
  • CMOS เป็นชิปหน่วยความจำที่ใช้เก็บค่าการตั้งค่า BIOS

การตั้งศูนย์ล้อ (Wheel alignment) คือกระบวนการปรับมุมล้อของรถให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม การตั้งศูนย์ล้อที่ดีจะช่วยให้รถของคุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการสั่นสะเทือนและยืดอายุการใช้งานของยาง

  • ช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีขึ้นขณะเข้าโค้ง
  • ช่วยให้รถวิ่งตรงได้ดีขึ้น
  • ช่วยให้ยางสึกสม่ำเสมอ
  • ลดการสั่นสะเทือน
  • ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง
  • ยืดอายุการใช้งานของยาง

  • รถเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งขณะขับขี่
  • รถวิ่งตรงได้ยาก
  • ยางสึกไม่สม่ำเสมอ
  • รถมีเสียงดังเมื่อขับขี่
การตั้งศูนย์ล้อควรทำทุกๆ 6,000-12,000 ไมล์ (10,000-20,000 กิโลเมตร) หรือทุกๆ 6-12 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นหากคุณขับรถในสภาพถนนที่ไม่ดี

ลิฟท์ยกรถ

สาเหตุที่เป็นไปได้วิธีแก้ไขเบื้องต้น
วาล์วปล่อยอุดตันตรวจสอบระดับของน้ำมันไฮดรอลิก และหากน้ำมันปนเปื้อนให้คุณเปลี่ยนและทำความสะอาดทั้งระบบ ทำความสะอาดวาล์วปล่อยด้วยน้ำยาทำความสะอาดและเป่าด้วยลม หรือเปลี่ยนด้วยชิ้นส่วนใหม่
กระบอกสูบติดขัด หรือมีปัญหาภายในติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า

นี้อาจเป็นสาเหตุและวิธีแก้ไขเบื้องต้น

สาเหตุที่เป็นไปได้วิธีแก้ไขเบื้องต้น
มีลมในน้ำมันตรวจสอบระดับน้ำมันให้เหมาะสม ไล่อากาศออกจากกระบอกไฮดรอลิค ตรวจสอบว่าซีลน้ำมันเสียหายหรือหรือไม่ เปลี่ยนใหม่หากจำเป็น ตรวจสอบว่าตะแกรงกรองอุดตันหรือไม่ หากอุดตันให้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่
วาล์วลดระดับรั่วล้างวาล์วปล่อยเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น เปลี่ยนถ่ายน้ำมันไฮดรอลิคที่สกปรกตามคู่มือ หากปุ่มหรือคันโยกลิฟท์ลงเสียให้เปลี่ยนใหม่
ปั๊มเสียหายเปลี่ยนปั๊มใหม่ หรือเรียกช่างผู้ชำนาญเข้าตรวจสอบแก้ไข
ปั๊มไม่ทำงานตรวจสอบระดับน้ำมันให้เหมาะสม ล้างวาล์วปล่อยเพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น ตรวจสอบว่าซีลน้ำมันเสียหายหรือบิดเบี้ยวหรือไม่ เปลี่ยนใหม่หากจำเป็น ตรวจสอบน็อตยึดปั๊มให้ถูกต้องตามคู่มือ ตรวจสอบว่าตะแกรงกรองอุดตันหรือไม่ ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนใหม่ เปลี่ยนปั๊มใหม่
วาล์วระบายรั่วเปลี่ยนวาล์วใหม่ หรือเรียกช่างผู้ชำนาญเข้าตรวจสอบแก้ไข
กระบอกสูบติดขัดหรือรั่วภายในติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าบริษัท

วิธีปรับสายสลิงลิฟท์ยกรถแบบ 4 เสา 

 

 

วิธีปรับสายสลิงลิฟท์ยกรถแบบ 2 เสา 

 

  • เมื่อแขนลิฟต์ทั้งสองด้านไม่อยู่ในระดับเดียวกันขณะยกลิฟต์ขึ้น
  • เมื่อเสียงของแขนลิฟต์ขึ้นนั่งล็อคไม่พร้อมกันก็บอกถึงแขนลิฟต์และสลิงมีการยืดตัวจากเดิม
  • คุณควรตรวจสอบสายสลิงลิฟต์ยกรถทุกๆ 6 เดือน

  • ลิฟต์ยกรถที่รับน้ำหนักได้ 3.5 ตัน ถึง 4.5 ตัน ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 4 นิ้ว ขึ้นไป
  • ลิฟต์ยกรถที่รับน้ำหนักได้ 5 ตัน ถึง 8 ตัน ควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว ขึ้นไป
  • ผู้จำหน่ายลิฟต์ยกรถในประเทศไทยจะนิยมใช้ ความหนาไม่น้อยกว่า 8 - 12 นิ้ว ขึ้นไป

 

รายละอียดนี้เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำ แต่อย่างไรก็ตามมันต้องเป็นไปตามการควบคุมคุณภาพของเจ้าของสินค้าลิฟต์ยกรถนั้นๆ อาจจะมีความแตกต่างกันไปแล้วแต่การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย

 

ลิฟต์ยกรถต้องมีการบำรุงรักษารายเดือน และมีรายการที่ต้องการบำรุงรักษาดังนี้

  • ตรวจสอบนั่งล็อคและแขนลิฟต์ว่าทำงานถูกต้องหรือไม่
  • ตรวจสอบสลักแขนลิฟต์ทั้งหมดเพื่อให้แน่ใจว่าแน่นไม่หลวมหรือแตกหัก
  • ตรวจสอบหารอยแตกร้าวของแขนลิฟต์
  • ตรวจสอบรอยต่อและสายเคเบิล โซ่ลิฟต์ และลูกรอกสลิงทั้งหมด
  • ตรวจสอบความตึงของสายและปรับหากจำเป็น
  • ตรวจสอบความปลอดภัยด้วยการสังเกตด้วยสายตาและฟังเสียงขณะลิฟต์ทำงานว่ามีความผิดปกติหรือไม่
  • หล่อลื่นเสาลิฟต์และสวนประกอบอื่นด้วยจาระบีตามคู่มือประจำของลิฟต์
  • ตรวจสอบสลักเกลียวยึดทั้งหมดให้ละเอียดและขันให้แน่นหากจำเป็น
  • ตรวจสอบเสาทั้งหมดว่าตั้งตรงหรือเอียงด้วยไม้บรรทัดวัดระดับน้ำ
  • ตรวจสอบพื้นที่ติดตั้งของลิฟต์ว่ามีการทรุดตัวหรือไม่
  • ตรวจสอบหาลอยรั่วและระดับน้ำมันไฮดรอลิก

น้ำมันไฮดรอลิกไม่ได้ถูกใส่ไว้ในตัวลิฟต์ ช่างที่ติดตั้งจะเป็นผู้นำน้ำมันให้ดรอลิกไปเติมตอนติดตั้ง แต่ถ้าหากลูกค้าซื้อลิฟต์ไปติดตั้งเองทางร้านไม่ได้แถมน้ำไฮดรอลิกไปด้วย ผู้ซื้อปลายทางจะต้องจัดหาน้ำมันไฮดรอลิกที่จำเป็นเอง เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยในการจัดส่งและทางกฎหมาย แต่ผู้ซื้อปลายทางสามารถหาซื้อน้ำมันไอดรอลิกตามร้านขายน้ำมันล่อลื่นทั่วไปได้ทั่วประเทศ


ลิฟต์ยกรถต้องมีการบำรุงรักษา ตามระยะเวลา ตามคู่มือของลิฟท์แต่ละรุ่นกำหนดไว้ในคู่มือที่ท่านได้รับ

ความสูงของเพดานของพื้นที่ติดตั้งลิฟต์ที่กำหนดจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับรุ่นของลิฟต์ และรวมถึงยานพาหนะที่ต้องการยก โปรดดูหน้าข้อมูลของผลิตภัณฑ์ในหน้ารายละเอียดสินค้าจะมีข้อมูลความสูงเสาลิฟต์

สาเหตุที่แขนลิฟท์ยกรถแบบสองเสาไม่ล็อค

ปัญหาจากสลักนิรภัย : ลิฟท์ยกรถสองเสามักมีสลักนิรภัยที่แขนแต่ละข้าง สลักเหล่านี้ทำหน้าที่ล็อคแขนเพื่อป้องกันไม่ให้รถตกลงมาในกรณีฉุกเฉิน แขนข้างหนึ่งอาจล็อคโดยอัตโนมัติหากระบบตรวจพบความผิดปกติ เช่น แรงกดที่ไม่เท่ากันบนแขนทั้งสองข้าง หรือชิ้นส่วนสลักนิรภัยสึกหรอ และอาจมีการกดปุ่มฉุกเฉิน

ปัญหาจากระบบล็อคไฮดรอลิก : ลิฟท์ยกรถบางรุ่นใช้ระบบล็อคไฮดรอลิกเพื่อล็อคแขน ระบบนี้ทำงานโดยใช้แรงดันน้ำมันเพื่อยึดแขนไว้กับที่ แขนข้างหนึ่งอาจไม่ล็อคหากแรงดันน้ำมันไม่เพียงพอ หรือหากมีการรั่วไหลของน้ำมัน

ปัญหาจากกลไกล หรือ ชิ้นส่วน : ชิ้นส่วนของลิฟท์ยกรถอาจสึกหรอตามกาลเวลา การสึกหรออาจทำให้แขนข้างหนึ่งไม่สามารถล็อคเข้าที่ได้อย่างถูกต้อง หรืออาจเกิดจากสลิงลิฟท์นั้นยืดทำให้แขนลิฟท์ขึ้นไม่พร้อมกันทำให้ลิฟท์ข้าง 1 ล็อค และอีกข้างไม่ล็อค

ปัญหาจากการทำงานผิดพลาด : แขนลิฟท์อาจทำงานผิดพลาด ทำให้สลักนิรภัยไม่สามารถล็อคเข้าที่ได้

ปัญหาจากเศษสิ่งสกปรก : เศษสิ่งสกปรกหรือวัตถุที่ไม่ควรมีขั้นตอนการทำงานของลิฟท์สะสมตัวในกลไกการล็อค ทำให้แขนไม่สามารถล็อคเข้าที่ได้

ปัญหาจากระบบไฟฟ้า : สวิตช์ ที่ควบคุมระบบล็อคอาจเสีย ทำให้แขนข้างหนึ่งไม่สามารถล็อคเข้าที่ได้ ฟิวส์ขาด ฟิวส์ที่ควบคุมระบบไฟฟ้าของลิฟท์ยกรถอาจขาด ทำให้ระบบล็อคไม่ทำงาน สายไฟ สายไฟชำรุดขาดเสียหายทำการทำงานนั้นผิดพลาด

หยุด ! การใช้งานให้เรียกช่างผู้ชำนาญการเข้าตรวจสอบและแก้ไข

  • พื้นคอนกรีตสำหรับรับน้ำหนักมากๆ เช่น พื้นที่ติดตั้งลิฟท์ยกรถ พื้นโรงงานอุตสาหกรรม พื้นโกดังเก็บสินค้า พื้นลานจอดรถขนาดใหญ่ พื้นโรงจอดเครื่องบิน เป็นต้น จะต้องรับน้ำหนักที่มากกว่าพื้นคอนกรีตทั่วไปมาก จึงจำเป็นต้องมีการเสริมเหล็กเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพื้นคอนกรีต

  • เหล็กเส้นทำหน้าที่รับแรงดึงและแรงเฉือน ซึ่งคอนกรีตไม่สามารถรับแรงเหล่านี้ได้ดี เหล็กเส้นจึงช่วยกระจายแรงเหล่านี้ไปยังบริเวณต่างๆ ของพื้นคอนกรีต ทำให้พื้นคอนกรีตสามารถรับน้ำหนักได้โดยไม่เกิดการแตกร้าวหรือทรุดตัว

  • นอกจากนี้ เหล็กเส้นยังช่วยป้องกันการแตกร้าวของพื้นคอนกรีตจากการหดตัวของคอนกรีต เนื่องจากคอนกรีตจะหดตัวลงเมื่อแห้งตัว ซึ่งอาจทำให้เกิดรอยแตกร้าวได้ เหล็กเส้นจะช่วยยึดพื้นคอนกรีตไว้ด้วยกัน ทำให้พื้นคอนกรีตไม่เกิดการแตกร้าวได้ง่าย

  • แนะนำว่าควรใช้คอนกรีตที่มีค่ากำลังอัดไม่น้อยกว่า 240 กก./ตร.ซม. เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นฐานของลิฟท์สามารถรับน้ำหนักได้โดยไม่เกิดการแตกร้าวหรือทรุดตัว
นอกจากนี้พื้นต้องเรียบและควรมีความหนาไม่น้อยกว่า 30 ซม. และควรเสริมเหล็กเส้นที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 10 มม.

รีลีฟวาล์ว (Relief Valve) หรือวาล์วระบายแรงดัน เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อระบายแรงดันที่เพิ่มขึ้นจากระบบหรืออุปกรณ์ เมื่อความดันเพิ่มขึ้นถึงระดับที่กำหนด รีลีฟวาล์วจะเปิดและปล่อยของเหลวหรือก๊าซออกเพื่อรักษาความดันให้อยู่ในระดับที่กำหนด รีลีฟวาล์วเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยที่สำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อระบบหรืออุปกรณ์

เครื่องถอดยาง

  • เครื่องถอดยางล็อคลม ใช้แรงดันลมในการล็อคแขนถอดยาง เพียงกดหรือดันปุ่มออกเพื่อล็อคหรือปลดล็อค ส่วนใหญ่มีระบบเอียงหลัง
  • เครื่องถอดยางล็อคมือ ใช้แรงมือในการล็อคแขนถอดยาง จึงต้องใช้แรงจากมือเพื่อไปดึงคันโยกดันเขาหรือออกเพื่อล็อคหรือปลดล็อค ส่วนใหญ่มักจะไม่มีระบบเอียงหลัง


ก่อนใช้งานเครื่องถอดยางประจำวัน ผู้ใช้งานควรตรวจเช็คชิ้นส่วนต่างๆ ดังนี้

  • ตรวจเช็คสกรู
    ตรวจสอบให้แน่ใจสกรูนั้นยังอยู่ครบและไม่ลวม หากจำเป็นให้ขันให้แน่น และควร ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสกรูในรางเลื่อนยังอยู่ครบและไม่ลวม

  • ตรวจเช็คชิ้นสวนการทำงานที่มีการเคลื่อนไหว
    ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องทำงานปกติไม่มีความผิดพลาดขณะเครื่องทำงาน และควรตรวจสอบจุดที่มีการเคลื่อนไหวให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามากีดขวางในชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อน หากมีอาจจะทำให้เครื่องมีปัญหาและจะทำให้มีค่าใช้จ่ายซ่อมที่สูงกว่าจำเป็น และควรหยอดน้ำมันในจุดต่างๆเหล่านี่้ แท่นหมุน ขากรรไกร และราง

  • ตรวจเช็คสายลม
    ตรวจเช็คสายลมหาจุดลมรั้ว หากมีควรแก่ไขโดยด่วน

  • ตรวจเช็คสายไฟว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่
    หากตรวจพบว่าสายไฟมีการชำรุดเสียหาย หยุดกาารใช้งานเครื่องจนกว่าจะได้รับการแก้ไข

การตรวจเช็คเครื่องถอดยางควรทำเป็นประจำและทุกวัน เวลามีความผิดปกติเราก็จะรับรู้ก่อนที่จะทำให้เครื่องนั้นเสียหายรุนแรง สามารถแก่ปัญหานั้นได้ก่อนที่จะบานปลาย และจะมีค่าใช้จ่ายต่ำ ดีกว่าที่จะปล่อยมันผ่านไปแล้วค่อยซ่อมครั้งใหญ่ที่ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าจำเป็น

Powered by MakeWebEasy.com